รู้จักโรงพยาบาลจุฬาภรณ์
สำหรับเจ้าที่โรงพยาบาล
สถิติเข้าชมเว็บไซต์
เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

โดย พญ.ศศิกาญจน์ จำจด
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขารังสีรักษา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 

     มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเอเชีย พบมากในประเทศจีนตอนใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศไทย (โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน) โดยอุบัติการณ์พบได้ 15 ถึง 50 คน ต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบได้น้อยกว่า 1% ของมะเร็งทั้งหมด โดยพบมากในกลุ่มประชาการที่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 40-60 ปี และพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อัตราส่วนระหว่างเพศชาย : เพศหญิง ประมาณ 2-3:1

มะเร็งหลังโพรงจมูกถือเป็นจุดที่ตรวจได้ยากสำหรับแพทย์ทั่วไป เนื่องจากวางตัวอยู่ด้านหลังของโพรงจมูกเข้าไป ดังแสดงในรูป

  

สาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูก

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเพิ่มอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก ได้แก่

  1. สิ่งแวดล้อมและอาหาร มะเร็งหลังโพรงจมูกพบบ่อยในผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนตอนใต้มากกว่าทางตอนเหนือ และยังพบมากในชาวเอสกิโม ในรัฐอลาสก้า และกรีนแลนด์ นอกจากนี้ยังพบบ่อยในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกน่าจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมและอาหาร อาหารที่คนเหล่านี้ชอบรับประทานจะคล้ายคลึงกัน คือ ปลาเค็มและเนื้อเค็ม ซึ่งจะมีสารก่อมะเร็งไนโตรซามีน (nitrosamine) ปนเปื้อนอยู่ในสารอาหารเหล่านี้ เมื่อสูดดมสารนี้เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุของ หลังโพรงจมูก อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ DNA ของเซลล์เยื่อบุผิว จนเกิดการกลายพันธุ์ (mutation) ของเซลล์ได้
  2. พันธุกรรม ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาของระบาดวิทยา พบว่ามะเร็งหลังโพรงจมูก พบบ่อยในคนจีนโดยเฉพาะในคนจีนตอนใต้ของประเทศ ตลอดจนคนจีนที่อพยพไปตั้งรกรากในประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นว่าภาวะทางพันธุกรรมน่าจะมีส่วนในการส่งเสริมให้เกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก
  3. เชื้อไวรัส Epstein-Barr Virus (EBV) เป็น DNA virus ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Herpes virus พบว่าผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกมักจะมีประวัติเคยติดเชื้อ EBV และพบเชื้อไวรัสหรือ DNA ของ EBV ในเซลล์มะเร็งของผู้ป่วย ทำให้เชื่อว่าเชื้อไวรัสนี้น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก

อาการแสดง

     อาการที่มาแสดงบ่อยที่สุด คือ มีก้อนที่คอโต พบประมาณ 60% โดยอาจไม่มีอาการเจ็บที่ก้อนได้ และที่พบได้บ่อยรองลงมา คือ อาการทางจมูก เช่น เลือดออก หายใจไม่สะดวก หรือมีหนองไหลออกมา หรือมีอาการทางหู เช่น หูอื้อ หรือ การได้ยินลดลง นอกจากนี้อาจพบอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้ คือ อาการทางตา (Ophthalmic symptoms) อาจมีอาการของการมองภาพไม่ชัดเจน มีภาพซ้อน (diplopia) เป็นต้น นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการ เส้นประสาทสมองบางเส้นผิดปกติ (cranial nerve palsy) โดยเฉพาะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 และ 6 ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชาบริเวณหน้า หรือการมีกล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาตได้

การวินิจฉัย

     การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะให้การรักษาด้วยรังสีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง

  1. การตรวจทางโสต ศอ นาสิก ตรวจบริเวณหลังโพรงจมูกด้วย เครื่องมือ indirect และ direct nasopharyngoscopy หรือใช้ fiber optic ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อส่วนที่สงสัยตรวจทางพยาธิวิทยา
  2. การตรวจทางรังสี (Radiographic studies)
        2.1 เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography -- CT) ช่วยในการตรวจดูขอบเขตการลุกลามของโรคและประเมินต่อมน้ำเหลือง เพื่อกำหนดระยะของโรค
        2.2 เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging -- MRI) สามารถแยกก้อนมะเร็งจากเนื้อเยื่ออักเสบได้ดีกว่า และสามารถบอกถึงการลุกลามของโรคมะเร็งสู่กล้ามเนื้อ เส้นประสาทสมอง และการลุกลามของมะเร็งเข้าสู่สมองได้ดีกว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

     นอกจากนี้ มีการตรวจหารอยโรคเพื่อดูการแพร่กระจายของโรค (metastasis) จะมุ่งเน้นเฉพาะตำแหน่ง ที่มีการแพร่กระจายของโรคได้บ่อย คือ กระดูก ปอดและตับ โดยพิจารณาเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคสูง ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็น locally advanced disease (T3, T4) และมีการลุกลามของโรคเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รวมทั้งผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพ WHO type 2 และ 3 โดยควรทำการตรวจ เอกซเรย์ปอด (CXR), อัลตราซาวด์หรือตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของตับ และการทำ Bone survey หรือ bone scan เป็นต้น

     มะเร็งหลังโพรงจมูก นับเป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในประชากรชาวไทย โดยมีสาเหตุมาจาก สิ่งแวดล้อมอาหาร พันธุกรรม และ เชื้อไวรัส Epstein-Barr Virus ในการป้องกันนั้น จึงจำเป็นต้องหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสริมที่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูก เช่น อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน อาหารหมักดอง ควันเขม่าพิษ สารระเหยต่างๆ รวมทั้งควรงดดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ หากมีอาการเป็นหวัดเรื้อรัง หูอื้อ หรือคัดจมูกข้างเดียว เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ หากมีเลือดกำเดาไหลบ่อยๆ มีน้ำใสๆ หรือหนองไหลออกทางรูจมูกด้านเดียว ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางหูคอจมูก เพื่อตรวจส่องดูในโพรงจมูกและการตรวจร่วมกับตัดเอาชิ้นเนื้อส่งตรวจ และมีการตรวจทางรังสีเพิ่มเติม เพื่อกำหนดระยะการดำเนินโรค โดยมีการรักษามาตรฐานหลักในมะเร็งหลังโพรงจมูกระยะต้น คือ การฉายรังสีอย่างเดียว ส่วนมะเร็งหลังโพรงจมูกระยะลุกลาม การรักษามาตรฐาน คือ การฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งในปัจจุบันนี้ การรักษานับว่ามีความก้าวหน้าของการวางแผนการรักษาด้วยการฉายรังสีมากขึ้น ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพดีมากขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยลง

 
โครงการบำเพ็ญพระกุศลฯ
จดหมายข่าว
ความรู้สำหรับประชาชน
ฟังความรู้โรคมะเร็ง
ติดต่อห้อง LAB วิจัย
สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ