การรักษาผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ชนิด differentiated จะต้องประกอบด้วยการให้ไอโอดีนรังสี เพื่อเป็นการรักษาเสริมหลังจากการผ่าตัด หรือรักษามะเร็งที่แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น ซึ่งจะช่วยลดอุบัติการณ์ของการกลับเป็นซ้ำ มีข้อโต้แย้งมากมายเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากรังสี ว่าการให้ไอโอดีนรังสีสามารถกระทำแบบผู้ป่วยนอกได้หรือไม่ ที่ผ่านมายังมีข้อมูลค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับปริมาณรังสีที่สมาชิกในบ้านและผู้ดูแลผู้ป่วยจะได้รับหากทำการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ทำให้ผู้ป่วยที่ได้ไอโอดีนรังสีต้องนอนโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาสั้นๆเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสีที่มีต่อสมาชิกในบ้านและผู้ดูแล แม้แต่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศด้านการป้องกันรังสี (ICRP) ได้กำหนดไว้ว่ากระบวนการรักษาทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับไอโอดีนรังสี (I-131) ที่มีขนาดสูงกว่า 1.1 GBq (30 mCi) ต้องกระทำแบบผู้ป่วยใน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาเพิ่มขึ้น และเกิดข้อจำกัดในการรักษาผู้ป่วยโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมในโรงพยาบาลเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับรังสียังไม่เพียงพอ
Jose de Carvalho และคณะได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับปริมาณรังสีที่ผู้ดูแลจะได้รับในการรักษาผู้ป่วยด้วยไอโอดีนรังสีแบบผู้ป่วยนอก โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการวิจัย 20 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 17 คน อายุตั้งแต่ 26 ถึง 61 ปี ผู้ป่วยเหล่านี้มารับการรักษาด้วยไอโอดีนรังสีที่ School of Medicine, University of Sao Paulo โดยได้รับไอโอดีนรังสีขนาด 3.7GBq (100mCi) 12 คน และ 5.55GBq (150mCi) 8 คน ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยจะพิจารณาถึงความเหมาะสมของที่พักอาศัย ความสนใจของผู้ป่วย และความสามารถในการปฎิบัติตามแนวทางป้องกันอันตรายจากรังสี การวิจัยนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน และคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติ
ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัยจะต้องไม่ตั้งครรภ์ ไม่ได้อาศัยร่วมกับเด็กหรือหญิงตั้งครรภ์ในบ้านขณะที่ได้ไอโอดีนรังสี ที่พักอาศัยมีระบบจัดการเกี่ยวกับขยะและน้ำที่เหมาะสม สามารถนอนแยกห้องเพียงลำพังได้เป็นระยะเวลา 5 วัน ผู้ป่วยต้องสามารถช่วยเหลือดูแลตนเองได้ สามารถที่จะอ่านเข้าใจและปฎิบัติตามแนวทางปฎิบัติ และผู้ป่วยจะต้องไม่มีโรคอื่นร่วมด้วย ผู้ป่วยจะได้รับไอโอดีนรังสีในรูปแคปซูลที่แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ภายใต้การดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเกี่ยวกับรังสี หลังจากนั้นจะกลับบ้านโดยแท็กซี่หรือรถส่วนตัว ผู้ป่วยจะได้รับแนวทางปฎิบัติในการป้องกันอันตรายจากรังสีและให้หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดบุคคลอื่นเป็นเวลา 5 วัน
ผลการวิจัยพบว่าในกลุ่มผู้ดูแล 27 คน มี 18 คนที่ได้รับรังสีปริมาณน้อยกว่า 0.2 mSv (ข้อกำหนดของ ICRP กำหนดให้ผู้ดูแลผู้ป่วยควรได้รับรังสีไม่เกิน 5 mSv/ครั้ง และ ไม่เกิน 20 mSv/ปี) มี 1 คนที่ได้รับรังสีปริมาณสูงที่สุดคือ 2.8 mSv ซึ่งพบว่าผู้ดูแลผู้นี้ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันอันตรายจากรังสีอย่างเคร่งครัด บริเวณห้องต่างๆภายในบ้านที่ผู้ป่วยอาศัยพบว่ามีปริมาณรังสีปนเปื้อนได้ โดยเฉพาะที่ห้องนอนของผู้ป่วย แต่ไม่มีบริเวณใดที่มีปริมาณรังสีมากกว่า 1.5 mSv ขณะเดียวกันขยะที่ผู้ป่วยทั้งหมดผลิตขึ้นในช่วงที่ได้รับการรักษารวม 2.5 ลิตร พบว่ามีปริมาณรังสีปนเปื้อน 3.33 MBq ซึ่งส่วนใหญ่ขยะเหล่านี้จะมาจากห้องน้ำและห้องครัว ขยะที่มีรังสี 3.33 MBq จะแผ่รังสีมาถึงบุคคลอื่นที่ระยะ 1 เมตร ในอัตรา 0.19mSv/ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณรังสีที่มีตามธรรมชาติและน้อยกว่าข้อกำหนดของ IAEA ถึง 6 เท่า นอกจากนี้ยังมีการวัดปริมาณรังสีในผู้ดูแล 2 คน ซึ่งเดินทางกลับบ้านพร้อมผู้ป่วยหลังได้รับไอโอดีนรังสี ที่ระยะห่างระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแล 1 เมตร ระยะเวลาในการเดินทาง 50 นาที พบว่าผู้ดูแลทั้งสองคนได้รับปริมาณรังสีเพียง 0.13 และ 0.12 mSv
การวิจัยนี้จึงสรุปว่าการรักษาผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ชนิดdifferentiated ด้วยไอโอดีนรังสี(I-131) ขนาด3.7 and 5.55 GBq แบบผู้ป่วยนอก มีความปลอดภัยต่อสมาชิกในบ้านและผู้ดูแลหากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันอันตรายจากรังสีอย่างเคร่งครัด
สำหรับประเทศไทยโดยทั่วไปการรักษาผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ด้วยไอโอดีนรังสีจะรักษาแบบผู้ป่วยใน โดยผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องแยกที่มีการป้องกันรังสีอย่างเหมาะสมเพียงลำพังเป็นระยะเวลาสั้นๆ บางโรงพยาบาลจะให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกในผู้ป่วยรายที่มีข้อจำกัดบางอย่างซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายๆไป และได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการรักษาผู้ป่วยแบบผู้ป่วยนอกไว้ ณ การประชุมกรรมการสมาคมเวชศาสตร์นิวเคลียร์แห่งประเทศไทย พศ. 2547 โดย
ผู้ป่วยต้องสามารถช่วยเหลือตนเองได้
- เดินเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองได้สะดวก ไม่มีปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะลงในโถส้วม
- ได้รับคำอธิบายทั้งวาจาและเอกสารเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ
- ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ เหตุผล และความสำคัญของการปฏิบัติตามคำแนะนำ
- ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหมดได้ ต้องได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน
- ต้องมีการปฏิบัติตัวภายหลังการรักษา*
- ต้องเก็บหลักฐานการคำนวณปริมาณรังสีของผู้ป่วยไว้ในแฟ้มประวัติผู้ป่วย
ซึ่งการปฏิบัติตัวภายหลังการรักษา* เป็นไปตามข้อกำหนดของ U.S. Nuclear Regulatory Commission Regulartory Guide 8.39(1997) ดังตารางด้านล่าง
ที่มา : Nuclear Medicine Communications 2009, 30:533–541
เรียบเรียง : พญ.เจษฎาพร พร้อมเที่ยงตรง
