รู้จักโรงพยาบาลจุฬาภรณ์
สำหรับเจ้าที่โรงพยาบาล
สถิติเข้าชมเว็บไซต์
เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
     ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยต่อมน้ำเหลือง ซึ่งอยู่ตามส่วนต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ รักแร้ ทรวงอก ช่องท้อง ตลอดจนแขนและขา โดยต่อมน้ำเหลืองปกติจะมีขนาดเล็กไม่เกิน 0.5-1 เซนติเมตร มีหน้าที่รับน้ำเหลืองซึ่งไหลมาจากอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ภายในต่อมจะมีเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันและต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

ต่อมน้ำเหลืองอาจโตขึ้นได้ถ้ามีภาวะติดเชื้อ เช่น เมื่อมีการอักเสบ ก็อาจพบต่อมน้ำเหลืองใต้คางโตและกดเจ็บร่วมด้วย แต่หากต่อมน้ำเหลืองเจริญเติบโตขึ้นมากผิดปกติโดยไม่มีการติดเชื้อ อาจเกิดได้จากหลาย สาเหตุ เช่น มะเร็งได้แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นๆ หรือเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติภายในต่อมน้ำเหลืองเอง ซึ่งเรียกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือ ลิมโฟม่า (Lymphoma)

     มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งของระบบโลหิตที่พบได้บ่อยที่สุดในโลกและในประเทศไทย ซึ่งนับวันอุบัติการณ์จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin disease) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) และทั้ง 2 ชนิดจะมีการดำเนินโรค ความรุนแรง และการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินจะพบมากในผู้ใหญ่ ซึ่งมีชนิดย่อย ๆ อีกมากกว่า 20 ชนิด ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กินพบใน 2 ช่วงอายุ คือ อายุน้อย(10-35ปี) และอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งมักจะมีพยากรณ์โรคที่ดีกว่าชนิดนอนฮอดจ์กิน

     สำหรับระยะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 โรคอยู่ในต่อมน้ำเหลืองตำแหน่งเดียว ระยะที่ 2 ต่อมน้ำเหลืองโตตั้งแต่สองตำแหน่งขึ้นไปในฝั่งเดียวกันของกระบังลม (เช่น ช่องอก หรือช่องท้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง) เช่น คอด้านซ้าย ร่วมกับในทรวงอก ระยะที่ 3 จะพบโรคได้ทั้งเหนือและใต้กระบังลม เช่น มีต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้ ร่วมกับที่ขาหนีบ ส่วนระยะที่ 4 โรคจะกระจายออกนอกระบบน้ำเหลือง เช่น ไปที่ ไขกระดูก ผิวหนัง ตับ ปอด กระดูก สมอง เป็นต้น

     สาเหตุของการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ในภาพรวมเกิดมาจาก เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายเกิดความผิดปกติในการแบ่งตัว ทำให้เซลล์นั้นๆเกิดการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่หยุดยั้ง มีผลให้ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะที่เกี่ยวข้องโดยขึ้นกว่าปกติ ซึ่งอาจมีปัจจัยเสี่ยงได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารเคมี หรือสารรังสี (สารเคมีในการเกษตรและอุตสาหกรรม, ยาฆ่าวัชพืชและแมลงต่างๆ, ยาย้อมผม, มลภาวะที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน) เชื้อไวรัสบางชนิด หรือภาวะทางภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ (เช่นภูมิคุ้มกันต้านเซลล์ตนเองหรือโรคพุ่มพวง, ภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง HIV)

     ผู้ป่วยอาจคลำได้ก้อนโตที่ใดที่หนึ่งของร่างกาย โดยไม่มีอาการเจ็บปวด แดงร้อนแต่อย่างใด ก้อนจะมีลักษณะคลำได้หยุ่นๆ มือ คล้ายยางลบดินสอ อาจกลิ้งไปมาได้เล็กน้อย ก้อนอาจโตช้าเป็นปี หรือโตเร็วมากในเวลาเป็นสัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยหลายรายอาจมีไข้ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีเหงื่อออกได้ง่าย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนั้นจะมีอาการตามระบบอวัยวะที่เป็น เช่น ถ้าเป็นที่สมอง อาจมีอาการซึม เห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะ หรือชักได้ ถ้าเป็นที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ จะมีอาการปวดท้อง แสบท้อง หรือถ่ายผิดปกติ บางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แต่ตรวจร่างกายพบต่อมน้ำเหลืองโตโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม การคลำได้ก้อน ไม่ใช่จะเป็นมะเร็งเสมอไป อาจเป็นแค่การอักเสบธรรมดา หรือเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้าย ซึ่งสามารถผ่าตัดให้หายได้ หรือแม้หากเป็นก้อนมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การตรวจพบและได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็มีโอกาสหายขาดได้ ส่วนโรคที่ร้ายแรงที่ต้องแยกจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือมะเร็งที่แพร่กระจายจากอวัยวะอื่นเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง เช่น มะเร็งเต้านมจะแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ มะเร็งคอหอยจะแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ เป็นต้น

     การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจด้วยเอกซเรย์ และที่สำคัญคือการตัดเอาชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองที่โตไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อใช้ในการยืนยันว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและ สามารถบอกชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นๆ ได้ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาต่อไป

     ในการป้องกันตัวเองจากโรคมะเร็ง ทำได้โดยการดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปโดยรวม ทั้งด้านอาหารการกิน การดำเนินชีวิตในทางสายกลาง ให้ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี รังสี และมลพิษต่างๆ เท่าที่จะทำได้ ตลอดจนการให้ความสำคัญในการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้ หรือตรวจพบมะเร็งในระยะแรก ๆได้ ซึ่งจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่ามะเร็งระยะลุกลาม  และหากคลำได้ก้อนผิดปกติเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ เนื่องจากโรคนี้สามารถตรวจวินิจฉัยได้ไม่ยาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่ามะเร็งของอวัยวะอื่นๆ หลายชนิด นอกจากนี้ การรักษาให้มีสุขภาพจิตที่ดีสำคัญไม่น้อยกว่าสุขภาพกาย ผู้ป่วยควรทำจิตใจให้สงบ มีสติ ไม่หวั่นไหว ยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกับแพทย์เพื่อการรักษาให้ได้ผลดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 
โครงการบำเพ็ญพระกุศลฯ
จดหมายข่าว
ความรู้สำหรับประชาชน
ฟังความรู้โรคมะเร็ง
ติดต่อห้อง LAB วิจัย
สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ