บริการน่าสนใจ

ร้าน "ถักร้อย-สร้อยรัก"
ธารน้ำใจ "ชมรมศิลปะบำบัด"

สถิติเข้าชมเว็บไซต์
เรามี 81 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

นักสังคมสงเคราะห์ : กุลนิษฐ์  ดำรงค์สกุล

ผู้ป่วยระยะสุดท้ายคืออะไร ภาควิชาการพยาบาลรากฐาน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความหมายของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไว้ 3 ข้อ ได้แก่

  1. ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หมายถึง ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ได้รับการวินิจฉัยการเจ็บป่วยถึงขั้นสูญเสียชีวิต ภายใต้การรักษาด้วยยา การดูแลอย่างใกล้ชิด และพยากรณ์โรคว่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน หรือน้อยกว่า
  2. ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้ที่หมดหวัง หมายถึง ผู้ป่วยที่แพทย์ให้การวินิจฉัยว่า เป็นโรคที่ไม่สามารถจะรักษาให้หายได้ และไม่มีโอกาสที่จะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง และผู้อื่นได้อีก
  3. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ป่วยใกล้ตาย หมายถึง ผู้ป่วยที่หมดหวังจะหายจากโรค เป็นความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการใดๆ อาการจะทรุดลงเรื่อยๆ และเสียชีวิตในที่สุด เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อมระยะสุดท้าย ภาวะหัวใจล้มเหลว มะเร็งระยะสุดท้าย เป็นต้น

(http://www.elearning.ns.mahidol.ac.th/Patients-with-end-stage/__3.html สืบค้นเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2557)

เมื่อตีความจากข้อที่ 3 คำว่า ”...อาการจะทรุดลงเรื่อยๆ...” ทำให้คนอ่านมองเห็นภาพของผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลาอยู่บนเตียงเสียเป็นส่วนใหญ่ ผู้ป่วยในระยะนี้ นอกจากจะเรียกว่าผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว ยังอาจเรียกอีกอย่างได้ว่าผู้ป่วยระยะประคับประคอง คือต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคองจากผู้ดูแล  ซึ่งผู้ดูแลผู้ป่วยระยะนี้ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นญาติ หรือคนใกล้ชิด เช่น สามี หรือภรรยา ที่มักจะมีความผูกพันทางจิตใจกับผู้ป่วย จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ป่วยระยะนี้ไม่ใช่คนปกติที่จะกิน นั่ง เดิน เล่น ได้เหมือนคนทั่วไป ผู้ดูแลจึงมักจะมีความคาดหวังว่าผู้ป่วยจะปฏิบัติตัวได้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่งทุกประการ และมักจะประสบกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ  นำไปสู่ปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วย เพราะด้านความสัมพันธ์เป็นปัญหาที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้ป่วย ทำให้ขาดกำลังใจในการรักษาอย่างต่อเนื่อง

บ่อยครั้งที่ผู้เขียน ได้พบกับผู้ดูแลและผู้ป่วยที่ประสบปัญหาดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น คำแนะนำในเชิงสังคมสงเคราะห์ก็คือ

  1. ให้ผู้ดูแลพึงระลึกอยู่เสมอว่า แม้ผู้ป่วยจะเป็นคนที่เรารัก แต่ผู้ป่วยก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผู้ดูแลไม่ควรนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างนั้น ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างนี
    -    ยกตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ เรื่องการประทานอาหาร  ผู้ดูแลมักจะพยายามให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่ดีที่สุดและให้ได้ปริมาณมากที่สุด(ตามความคิดของผู้ดูแล) แต่ด้วยตัวโรค ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถบริโภคอาหารได้ทีละมากๆ หรือมีภาวะเบื่ออาหาร ผลก็คือผู้ดูแลมักจะโมโหและน้อยใจที่หาของดีมาให้ แต่ผู้ป่วยไม่ยอมรับประทาน ส่วนผู้ป่วยก็อึดอัด แน่นท้อง เพราะต้องรับประทานอาหารมากเกินไป ทั้งที่ร่างกายรับไม่ไหว ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานมากขึ้น ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง พูดจาเหน็บแนมซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ไม่สบายใจกันทั้งสองฝ่าย
    -
  2. ผู้ดูแลพึงระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ป่วยระยะนี้มีพยาธิสภาพไม่เหมือนคนปกติ ดังนั้น การรับประทานอาหารก็ดี การขับถ่ายก็ดี หรือการเคลื่อนไหวร่างกายก็ดี ย่อมไม่เป็นไปตามปกติอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติตัวได้ตามที่แพทย์สั่ง คำแนะนำก็คือ ให้ผู้ดูแลหยุดกิจกรรมดังกล่าวไว้ก่อน แล้วใช้วิธีต่อรองกับผู้ป่วย โดยการยืดเวลาออกไปอีกประมาณ 5-15 นาที เช่น
    -    การรับประทานอาหารตามเวลาที่กำหนด หากนำอาหารมาเสิร์ฟแล้ว แต่ผู้ป่วยปฏิเสธ ให้ต่อรองเวลาเป็นช่วงๆ โดยช่วงแรกอาจให้เวลากับผู้ป่วย 10 นาที เมื่อได้เวลาที่ต่อรองแล้ว หากผู้ป่วยยังไม่ยอมรับประทานอาหารอีก ให้ยืดเวลาออกไปอีก 5 นาที แล้วจึงค่อยให้ผู้ป่วยรับ ประทานอีกครั้งหนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้ ควรปรับใช้ให้เหมาะสมกันพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ป่วยด้วย
    -
  3. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายส่วนมาก มักจะแสดงอารมณ์หงุดหงิด ทดท้อ หรือ น้อยใจ อันมีสาเหตุมาจากผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเคย ทำให้ผู้ดูแลรู้สึกหงุดหงิดตามไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่ผู้ดูแลต้องพบกับการแสดงอารมณ์ทางลบของผู้ป่วย แต่ไม่สามารถทำใจให้ยอมรับหรือวางเฉยได้ ให้ผู้ดูแลปฏิบัติ ดังนี้
    3.1    ให้ผู้ดูแล ค่อยๆ หันหน้าออกจากผู้ป่วยช้าๆ โดยไม่ให้เป็นที่สังเกต
    3.2    มองไปทางอื่นที่ไม่มีผู้ป่วย
    3.3    สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
    3.4    ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ
    3.5    นับ 1-10 หากยังไม่ดีขึ้น ให้นับเรื่อยๆ โดยต้องไม่โต้ตอบกับผู้ป่วยอย่างรุนแรง
    -
  4. ในครอบครัวควรจัดหาผู้ดูแลสลับกัน อย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งต้องอยู่โยงดูแลผู้ป่วยตลอดทั้งวันทั้งคืนอยู่คนเดียว เพราะจะทำให้เกิดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจได้
  5. เมื่อผู้ดูแลมีเวลาว่างจากการดูแลผู้ป่วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้มีความพร้อมที่จะรับมือกับการดูแลผู้ป่วยต่อไป

ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นแนวปฏิบัติเบื้องต้นในเชิงสังคมสงเคราะห์การแพทย์ เพื่อลดปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแล อันถือเป็นปัญหาทางสังคมโดยตรงที่ต้องได้รับการแก้ไขทันทีที่พบปัญหา วิธีการดังกล่าวเน้นที่ตัวผู้ดูแลเป็นหลัก เพราะถือว่ามีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจมากกว่าผู้ป่วย

หากท่านมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาต้องการปรึกษาเพิ่มเติม ขอเชิญพบนักสังคมสงเคราะห์ ได้ที่
หน่วยสังคมสงเคราะห์ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

 

ความรู้สำหรับประชาชน
เตรียมความพร้อมกับ DVIFA