บริการน่าสนใจ

ร้าน "ถักร้อย-สร้อยรัก"
ธารน้ำใจ "ชมรมศิลปะบำบัด"

สถิติเข้าชมเว็บไซต์
เรามี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


Blood transfusion reduction with intravenous iron in gynecologic cancer patients receiving chemotherapy, Gynecol Oncol (2009)
Penkae Dangsuwan, Tarinee Manchana
Gynecologic Oncology Division, Department of Obstetrics and Gynecology, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University, Bangkok 10330, Thailand

บทนำ

     ภาวะซีด (Anemia) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชวิทยา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง โดยสาเหตุของภาวะซีดในผู้ป่วยมะเร็งได้แก่ การเสียเลือด, การแตกตัวของเม็ดเลือดแดง, การกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ไขกระดูก, การขาดสารอาหารโดยเฉพาะธาตุเหล็กเนื่องจากรับประทานอาหารได้น้อย, ภาวะซีดในโรคเรื้อรังเนื่องจากการหลั่งสารcytokinesบางชนิด นอกจากนี้อาจเกิดจากการกดการทำงานของไขกระดูกในผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

     นิยามของภาวะซีดหมายถึงภาวะที่มีฮีโมโกลบินน้อยกว่า 12 กรัมต่อเดซิลิตร การรักษาภาวะซีดส่วนใหญ่นิยมรักษาโดยการให้เม็ดเลือดแดงทดแทนทางเส้นเลือดดำ, ให้ยา erythropoietin เพื่อเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูก และการรับประทานธาตุเหล็ก อย่างไรก็ตามอาจพบภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากการรักษาเหล่านี้ได้ เช่นภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือด ได้แก่ การติดเชื้อที่มากับเลือด การเข้ากันไม่ได้ของหมู่เลือดหรือผื่นคันจากการแพ้เลือด เคยมีรายงานในการป้องกันและรักษาภาวะซีดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชวิทยาขณะกำลังได้รับยาเคมีบำบัดคือการให้ยา erythropoietin แต่ก็มีรายงานว่าพบว่า erythropoietin กระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การให้ธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง

วิธีการวิจัย

     เป็นการศึกษาแบบสุ่ม (Randomized controlled trial) ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชวิทยาและกำลังได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดที่ประกอบด้วย platinumโดยผู้ป่วยมีภาวะซีดและต้องให้เม็ดเลือดแดงทดแทนทางเส้นเลือดดำช่วงเวลาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2008 – เดือนกรกฎาคม 2009 ผู้ป่วยจะต้องมีอายุระหว่าง 20-65 ปี ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง การทำงานของไตและตับปกติ ยาเคมีบำบัดที่ได้รับในครั้งนี้เป็นยาเคมีบำบัดที่ให้เป็นชนิดแรก กำลังได้รับยาเคมีบำบัดเป็นครั้งที่ 2 ถึง 5 และไม่ได้รับรังสีรักษามาก่อนหรือไม่ได้รังสีรักษาในระหว่างการให้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ธาตุเหล็กมีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเหล็กเกินได้แก่โรคไตวายเรื้อรัง โรคเลือดธาลัสซีเมียรุนแรงเป็นต้น โรคมะเร็งมีการลามหรือกระจายเพิ่มขึ้นระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดของยาเคมีบำบัด มีการกระจายของมะเร็งไปไขกระดูก ผู้ป่วยที่ไม่สะดวกมารับการเจาะเลือดทุกสัปดาห์จะไม่นำมาเข้าโครงการวิจัย

     วัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์ของการให้เม็ดเลือดแดงทดแทนทางเส้นเลือดดำซ้ำก่อนการให้ยาเคมีบำบัดในครั้งต่อไป วัตถุประสงค์รองเพื่อเปรียบเทียบจำนวนยูนิตของเม็ดเลือดแดงที่ให้ทดแทนทางเส้นเลือดดำในกลุ่มที่ได้รับธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำและการรับประทานธาตุเหล็ก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตก่อนและหลังการให้ธาตุเหล็ก อาการข้างเคียงจากการให้ธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำเพื่อประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยใช้แบบสอบถาม (FACT-An, version 4) เปรียบเทียบระหว่างการให้ธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำและการรับประทานธาตุเหล็ก

     ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยซึ่งมีภาวะซีดโดยมีฮีโมโกลบินน้อยกว่า 10 กรัมต่อเดซิลิตร และ/หรือ  ฮีมาโตคริตน้อยกว่าร้อยละ 30 จะได้รับเลือดทดแทนทางเส้นเลือดดำตั้งแต่หนึ่งยูนิตขึ้นไป โดยเป้าหมายคือเพิ่มระดับฮีโมโกลบินให้มากกว่าหรือเท่ากับ 10 กรัมต่อเดซิลิตรและ/หรือฮีมาโตคริตมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 (โดยคาดว่าเลือดหนึ่งยูนิตสามารถเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้ประมาณ 1 กรัมต่อเดซิลิตร และ/หรือ ฮีมาโตคริตได้ประมาณร้อยละ 3 ดังแสดงในตารางที่ 2) หลังจากนั้นผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดตามวิธีมาตรฐาน หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยจะถูกจัดสรรแบบแบ่งชั้น (stratified allocation) ตามยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และระดับฮีโมโกลบินที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยจะถูกสุ่มว่าจะได้รับยาชนิดไหน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มโดยกลุ่มศึกษาคือกลุ่มที่ได้รับธาตุเหล็กทางส้นเลือดดำและกลุ่มควบคุมคือกลุ่มที่ได้รับธาตุเหล็กชนิดรับประทาน กลุ่มศึกษาจะได้รับยา Iron sucrose (Venofer®) 200 มิลลิกรัม หยดเข้าเส้นเลือดดำโดยใช้เวลา 30 นาที กลุ่มควบคุม จะได้รับประทานยา Ferrous sulphate 200 มิลลิกรัม สามเวลาหลังอาหาร ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยจะถูกนัดมาตรวจติดตามด้วย CBC ทุก 1 สัปดาห์  เมื่อถึงกำหนดการให้ยาเคมีบำบัดครั้งต่อไปผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยจะถูกบันทึกระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริต, อุบัติการณ์การให้เลือดทดแทนทางเส้นเลือดดำ และประเมินคุณภาพชีวิตจากแบบสอบถาม

     สถิติที่ใช้ในงานวิจัย เปรียบเทียบข้อมูลชนิด categorical ด้วย Chi-square หรือ Fisher exact test
เปรียบเทียบข้อมูลชนิด continuous ด้วย Student’s t-test และค่า Median ด้วย Mann–Whitney U test.โดยค่า P ที่น้อยกว่า 0.05 ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ

ผลการวิจัย

     มีผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 44 คนโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 22 คน โดยมีข้อมูลพื้นฐานใกล้เคียงกัน เช่น อายุ ชนิดของมะเร็งนรีเวช สูตรยาเคมีบำบัดที่ได้รับ ระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริต, จำนวนเลือดที่ได้รับ ไม่แตกต่างกัน

     ผู้ป่วยที่ต้องได้รับเลือดซ้ำในการให้ยาเคมีบำบัดครั้งต่อไปในกลุ่มศึกษา 5 คน (22.7%) ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ต้องให้เลือดซ้ำเป็นจำนวน 14 คน (63.6%) ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยของระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มศึกษามากกว่าในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตในกลุ่มศึกษาสูงกว่ากลุ่มควบคุมตั้งแต่หลังจากได้รับยาในสัปดาห์แรกและสูงกว่าต่อเนื่องไปตลอด 3 สัปดาห์ โดยระดับฮีโมโกลบินดำสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่สัปดาห์ที่ 3 และระดับฮีมาโตคริตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัยทางสถิติที่สัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่ 3 จำนวนเลือดที่ผู้ป่วยได้รับซ้ำในกลุ่มศึกษาน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

     ตลอดการศึกษาไม่พบว่ามีผู้ป่วยมีปฏิกิริยาไวต่อยาหรือมีผลข้างเคียงรุนแรงอื่นๆ ในทั้งสองกลุ่มการศึกษา ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุดคืออาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งพบไม่แตกต่างกัน

     ระดับคะแนนของแบบสอบถามคุณภาพชีวิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งก่อนและหลังรับยาในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม

สรุปผลวิจัย

     ภาวะซีดพบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช ซึ่งยาเคมีบำบัดในกลุ่มที่ประกอบด้วย platinum ซึ่งมีผลทำให้ซีดมากขึ้น และส่งผลต่อการพยากรณ์โรค การดูแลรักษาภาวะซีดมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะซีด การให้ยาธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งมีรายงานว่าใช้ได้ผลในผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะซีดซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการดูดซึมธาตุเหล็กจากระบบทางเดินอาหาร เคยมีการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกที่รับการรักษาโยการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงและมีภาวะซีดพบว่าการให้ยาธาตุเหล็กแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อสามารถเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้ดี แต่การฉีดเข้าเส้นเลือดจะพบภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวด ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง sarcoma ในตำแหน่งที่ฉีด

     ในการศึกษานี้พบว่าการให้ยาธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำสามารถลดการให้เลือดซ้ำ และเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้ แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มียังไม่มีแนวทางการให้ยาที่เป็นมาตรฐานในการศึกษานี้จึงออกแบบการศึกษาเพื่อให้สะดวกต่อการบริหารยาและง่ายต่อการปฏิบัติ ดังนั้นยังต้องมีการศึกษาที่มากกว่านี้เพื่อที่จะประเมินประสิทธิภาพของยาธาตุเหล็กเพื่อการป้องกันภาวะซีดในมะเร็งทางนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดและเพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมและแนวทางการบริหารยา

     ในการศึกษานี้เลือกที่จะใช้ยาธาตุเหล็กแบฉีดที่เป็นยา iron sucrose เนื่องจากมีรายงานว่าผลข้างคียงน้อยโดยเฉพาะภาวะปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อยา จากการศึกษาพบว่าไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ไม่มี ภาวะปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อยา ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือภาวะคลื่นใส้ อาเจียนซึ่งก็อาจเกิดจากผลของยาเคมีบำบัดได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาธาตุเหล็กแบบฉีด

     มีรายงานว่าการให้ยาธาตุเหล็กแบบฉีดเข้าเส้นเลือดสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ ผู้ป่วยหลังคลอด และผู้ป่วยโรคไต ในการศึกษานี้พบว่าการให้ยาไม่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชได้ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าการเพิ่มของระดับฮีโมโกลบินน้อยเกินไปและจำนวนผู้ป่วยที่ศึกษาน้อยเกินกว่าจะประเมินได้

     สรุปการให้ยาธาตุเหล็กทางเส้นเลือดดำเป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม platinum ที่จะเพิ่มระดับฮีโมโกลบินและลดการให้เลือดได้โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง.

 

ความรู้สำหรับประชาชน
เตรียมความพร้อมกับ DVIFA