บริการน่าสนใจ

ร้าน "ถักร้อย-สร้อยรัก"
ธารน้ำใจ "ชมรมศิลปะบำบัด"

สถิติเข้าชมเว็บไซต์
เรามี 68 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


     จากเหตุการณ์การเสียชีวิตของดีเจชื่อดังแห่งค่ายเอไทม์ ดีเจ.โจ้  อัครพล ธนะวิทวิลาศ ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ เพียงวัย 35 ปี และตามมาด้วยข่าวการจากไปของขุนพลเพลงลูกทุ่งไทย ยอดรัก สลักใจ และอภิชาติ ชูสกุล ดาราจากภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง และศิลปินชื่อดังในวังการบันเทิงอีกหลายราย ด้วยสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ
     ...คงทำให้ใครอีกหลายคนเริ่มวิตกกังวลกับคำว่า “มะเร็ง” และหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น เพราะความจริงประการหนึ่งสำหรับผู้ที่ประสบกับโรคมะเร็งตับก็คือ “เมื่อเป็นแล้วมักไม่หายขาด ซ้ำร้ายอาจมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน...” สอดคล้องกับความจริงที่ว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ และเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตมากที่สุดของประชากรไทยที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิง คาดว่าทั่วโลกจะมีผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่มากถึง 500,000 รายต่อปี โดยกว่า 80% เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และภาวะตับแข็ง ดังนั้น การรู้และเข้าใจปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะทำให้คุณหลีกเลี่ยงจากการเกิดมะเร็งตับได้ในอนาคต

มะเร็งตับมีสาเหตุมาจากอะไร ?

     ส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งจากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน) ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับจะสูงมากๆ ทีเดียว และนอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ สูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

     สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ ซึ่งมักพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้ จากการศึกษาพบว่าอะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นสารก่อมะเร็งดังที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ

จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็นมะเร็งตับ ?
     มะเร็งตับในระยะแรกๆ มักจะไม่มีอาการแสดง  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักเข้ารับการรักษาเมื่อโรคเป็นมากแล้ว หรือหน้าที่การทำงานของตับไม่ดีแล้ว ทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร การตรวจร่างกายด้วยวิธีปกติจึงไม่สามารถตรวจพบมะเร็งตับในระยะแรกได้ เนื่องจากขนาดของก้อนมะเร็งตับมีขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการตรวจค้นหา โดยใช้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับ การเจาะเลือด ฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ได้แก่ พาหะไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ภาวะตับแข็ง และผู้ที่มีประวัติครอบครัวมีไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ผู้ที่มีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว ควรได้รับการตรวจคัดกรอง โดยการทำอัลตราซาวด์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน

การรักษามะเร็งตับทำได้อย่างไร ?

เนื่องจากมะเร็งตับเปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็นมะเร็งตับ ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์มีโปรแกรมการดูแลรักษามะเร็งเซลล์ตับและมะเร็งท่อน้ำดีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาประชากรกลุ่มเสี่ยง เพื่อทำการตรวจคัดกรองมะเร็งตับ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา

โดยมีการตรวจด้วยเครื่องมือด้านรังสีวินิจฉัยที่ทันสมัย ทำให้สามารถวินิจฉัยมะเร็งได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อผลการรักษาที่หายขาด สำหรับการรักษามะเร็งตับ ก่อนเริ่มการรักษาจะมีการประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางการรักษาร่วมกัน เพื่อเลือกการรักษาที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาแบบมุ่งเป้าที่มีงานวิจัยเป็นพื้นฐาน และการรักษาด้วยรังสีชนิด 3 มิติ และ 4 มิติ ที่สามารถกำหนดปริมาณรังสีเฉพาะในส่วนของมะเร็ง โดยที่ไม่มีผลต่อเซลล์ตับปกติ จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงในการรักษาน้อย และได้ประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น

     แม้ว่าในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์จะสามารถรักษาหรือเยียวยาโรคมะเร็งตับได้มากขึ้นก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การป้องกัน และเฝ้าระวัง “มะเร็งตับ” มิให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ซึ่งถือเป็นการรักษาตนที่ดีที่สุดยิ่งกว่าการรักษาใดๆ เพราะเมื่อเป็นแล้ว โอกาสในการหายขาดอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ป่วยหลายๆ รายที่กำลังเผชิญกับมฤตยูเงียบอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และการตรวจคัดกรองมะเร็งตับจึงเป็นการป้องกัน และเฝ้าระวัง ที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากการเป็นมะเร็งตับได้ดีที่สุด...

 

ความรู้สำหรับประชาชน
เตรียมความพร้อมกับ DVIFA