สำหรับเจ้าหน้าที่
บริการน่าสนใจ

ร้าน "ถักร้อย-สร้อยรัก"
ธารน้ำใจ "ชมรมศิลปะบำบัด"

สถิติเข้าชมเว็บไซต์
เรามี 13 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 
 

     เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 16.00 น. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ชัยเวช  นุชประยูร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ร่วมกิจกรรมวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 

 

     นายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานรณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งเนื่องในวันมะเร็งโลก เพื่อสร้างกระแสการตื่นตัวและดูแลใส่ใจ   ในการป้องกันปัญหาเกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization- WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) และในปีนี้   มีแนวทางการรณรงค์เพื่อต่อต้านและป้องกันโรคมะเร็งว่า   “หนูรักชีวิตสดใส ไร้ควันบุหรี่ ในวัยเด็ก” (Smoke-free for Childhood)

     เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกสถานที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ ป้องกันภัยจากบุหรี่มือสอง โดยเน้นที่   กลุ่มเด็ก  เนื่องจากได้พบว่า  เด็กประมาณ  700   ล้านคน  หรือครึ่งหนึ่งของเด็กทั่วโลก ได้รับพิษจากควันบุหรี่  จากผู้สูบบุหรี่รอบข้าง  หรือบุหรี่มือสอง ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพขึ้นหลายด้าน  เป็นต้นว่าทำให้ปอดเจริญเติบโตช้า ติดเชื้อทางเดินหายใจ ติดเชื้อที่หูส่วนกลาง และเป็นโรคภูมิแพ้ง่ายกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่มือสอง จึงนับว่าเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมโดยตรง ประกอบกับในปัจจุบัน โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาทั่วโลก ล่าสุดในปี  พ.ศ. 2550   มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เกือบ 8 ล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด กว่า 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต อยู่ในประเทศที่มีฐานะยากจน และมีรายได้ระดับปานกลาง

     นายแพทย์มงคล ณ สงขลา เปิดเผยว่า  มะเร็ง 5 ชนิดที่พบมากที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 คือ มะเร็งปอด   มีอัตราการเสียชีวิตปีละ 1.3 ล้านคน รองลงมา  คือ  มะเร็งกระเพาะอาหารปีละเกือบ 1 ล้านคน มะเร็งตับปีละ 662,000 คน มะเร็งลำไส้ใหญ่ปีละ 655,000 คน และมะเร็งเต้านมปีละ 502,000 คน องค์การอนามัยโลก ได้คาดการณ์ว่า  โรคมะเร็ง  จะมีมากขึ้นตามลำดับ และคาดว่าใน ปี พ.ศ. 2558 จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านคน และในอีก 23 ปีข้างหน้า  หรือในปี  พ.ศ.2574 จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มเป็น 11.4 ล้าน   คน   สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2549 มีผู้เสีย ชีวิตจากโรคมะเร็ง จำนวน 66,000 ราย โดยในผู้ชาย  พบมะเร็งปอดมากที่สุด คือ 5,535 ราย รองลงมา คือโรคมะเร็งตับ ส่วนในผู้หญิง พบมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด จำนวน 1,484 ราย รองลงมาคือ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม  

 

 

เป็นกิจกรรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งผ่านโปสเตอร์ ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งในด้านต่างๆ  สาเหตุการเกิด รวมทั้งวิธีการป้องกัน

 

 เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพร่างกาย   และ เชิญชวนให้คำนึงถึง ประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกาย

 

 

เป็นกิจกรรม ส่งเสริมทักษะการใช้สมาธิจากอุปกรณ์เครื่องเล่น กิจกรรมนี้ ได้รับความสนใจจากเด็กที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

 

 

เป็นกิจกรรม ส่งเสริมความรู้  ให้ผู้ชมทราบถึงประโยชน์ที่จะได้ จากการรับประทานผลไม้ และรู้จักเลือกรับประทานผลไม้ชนิดที่ต่อต้านโรคมะเร็ง

 

 

กิจกรรมนี้ น่าสนใจตรงที่มีแจกแผ่นพับให้ความรู้   เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่  พร้อมทั้งสติ๊กเกอร์รณรงค์การงดสูบบุหรี่ จากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.)

 

 

ให้คำปรึกษา และรับสมัครสมาชิ   โครงการเลิกบุหรี่ โดยมีน้ำยาอดบุหรี่มาแจกจ่ายให้กับคนที่อยากเลิกบุหรี่ภายในงานด้วย คลินิกเลิกบุหรี่ดังกล่าว จัดขึ้นโดยสถาบันธัญญารักษ์ 

 
 

     การจัดกิจกรรม "วันมะเร็งโลก" ในครั้งนี้ ยังให้บริการความรู้เรื่องโรคมะเร็ง บริการตรวจสุขภาพ และปรึกษาปัญหาสุขภาพคลินิกอดบุหรี่ นิทรรศการ กิจกรรม เกมสำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วยศิลปินดารา ที่พร้อมใจกันมาร่วมรณรงค์ งานนี้ เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่างๆ   นำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นหมู่คณะ 

 

     ในงานยังจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งแบบครบวงจร ตรวจสุขภาพเบื้องต้น เล่นเกมชิงรางวัล และสนทนาพูดคุยกับดาราเด็กที่มาร่วมรณรงค์   อาทิ  น้องแพทริค น้องแพร น้องอิน และ น้องพลอยอีกด้วย 

     ไม่เพียงแต่จะเน้นเรื่องการรณรงค์งดสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียว นายแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลการศึกษาพบว่าสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งสัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ อาหารที่รับประทาน ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ได้รับมลพิษจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงควันบุหรี่ซึ่งเป็นแหล่งของสารก่อมะเร็งที่สำคัญที่สุดในมนุษย์ ซึ่งมีกว่า 50 ชนิด และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอดและมะเร็งอื่นๆอีกหลายชนิด ทั้งผู้ที่สูบและผู้ที่อยู่รอบข้าง  

 

     งานรณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งเนื่องในวันมะเร็งโลกนี้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง  สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์,  กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถานการศึกษาอีก  8 แห่ง

     นับเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่จัดขึ้นด้วยจุดม่งหมายเพื่อส่งเสริมความรู้แก่ประชาชนชาวไทย ให้รักสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น ช่วยแนะแนวทางการใช้ชีวิตให้ปลอดจาก ควันบุหรี่  เพื่อสุขภาพของตนเอง และคนที่รัก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก "มะเร็งของเด็กในวันนี้ คือมะเร็งของโลกในวันพรุ่งนี้" เป็นคำขวัญวันมะเร็งโลก ปี 2550 นั้นสอดคล้องกับคำขวัญในปีนี้ ที่ว่า "หนูรักชีวิตสดใส ไร้ควันบุหรี่ ในวัยเด็ก" การรณรงค์เนื่องในวันมะเร็งโลกครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่จะช่วยตอกย้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน รู้ตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ กระตุ้นให้มีความตื่นตัวที่จะลด ละ เลิกสูบบุหรี่ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ทั้งตนเองและบุคคลที่อยู่รอบข้าง 

     การรณรงค์ดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง  เพราะวงการแพทย์ทั่วโลกในอนาคต ควรจะต้องพัฒนาวิธีการรักษาและป้องกันโรคมะเร็ง เพื่อไม่ให้ คร่าชีวิตมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน และจำเป็น ต้องได้รับร่วมมืออย่างจริงจัง จากคนทุกกลุ่ม ทุกระดับ ในทุกประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งและประชากรในโลก  สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง 

     การป้องกันไม่ให้เกิดโรค โดยเฉพาะบุหรี่นั้น ถือว่ามีความก้าวไกลมาก ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ศกนี้  จะเพิ่มพื้นที่คุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.  2535 โดยกำหนดให้สถานบันเทิงประเภทร้านเหล้า (Pub) บาร์ ร้านอาหาร ตลาดทุกประเภท  ทั้งตลาดสด ตลาดขายเสื้อผ้า ไปจนถึงตลาดนัดสวนจตุจักร ตลาดนัดเปิดท้ายขายของต่างๆ ทั้งที่ติดแอร์  และไม่ติดแอร์ ปฏิบัติตาม ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้  จะมีโทษปรับตามกฎหมาย  โดยเจ้าของ ผู้ดูแลสถานที่ มีโทษปรับ 20,000 บาท ส่วนประชาชนที่สูบในเขตห้าม จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ถือเป็นอีกมาตรการหนึ่งในการคุ้มครองสุขภาพของคนกลุ่มใหญ่ ที่ไม่ได้สูบบุหรี่จำนวน 53 ล้าน คน ให้ปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสอง

 

ข้อมูลจาก ส่วนงานประชาสัมพันธ์
ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

 

วารสารโรงพยาบาล
ความรู้สำหรับประชาชน
ติดต่อห้อง LAB วิจัย