| 1. |
คีโมเทอราปี (Chemotherapy) หรือ เคมีบำบัด คืออะไร |
| |
เคมีบำบัด เป็นภาษาทางการที่ใช้ในวงการแพทย์ ส่วนคีโมเทอราปี (Chemotherapy) ต้นคำศัพท์มาจากภาษา ละตินและกรีก
คีโม คือ สารเคมี
เทอราปี คือ การรักษา
คีโมเทอราปี คือ การรักษาด้วยยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยในรูปแบบการฉีดหรือการกินก็ตาม
Back
|
| 2. |
ส่วนประกอบของยาเคมีบำบัดที่สำคัญ |
| |
ยาเคมีบำบัดนั้นมีหลายสิบชนิดครับ บางชนิดก็เลิกใช้ไปแล้วแต่บางชนิดก็ยังใช้อยู่ มีส่วนประกอบก็มาจากหลายๆ แหล่ง บางอย่างในอดีตอาจจะเป็นสารพิษมาก่อน เช่น แก๊สไนโตรเจนมัสตาร์ด ซึ่งเคยเป็นอาวุธเคมี ก็พบว่ามันสามารถรักษามะเร็งได้ บางชนิดศึกษามาจากตำราสมุนไพรแล้วจึงสกัดมาเป็นสารเคมี เช่น จากใบแพงพวยฝรั่ง หรือเปลือกไม้บางชนิด ยาเคมีมีฤทธิ์ที่จะฆ่ามะเร็งได้โดยยับยั้งกลไกการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งทำให้เซลล์มะเร็งนั้นตายไป จะมีการทดสอบ ว่ามันใช้ได้กับมะเร็งชนิดไหนได้บ้างทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง ก่อนที่จะมาใช้ในคน เพื่อรักษาให้ตรงกับชนิดของโรคที่เป็นอยู่และได้ผลดีที่สุด
|
| 3. |
คีโมฆ่ามะเร็งได้จริงหรือไม่ |
| |
คือ ยาเคมีจะเข้าไปทำลายเฉพาะเซลล์ที่มีคุณสมบัติในการแบ่งตัว โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว จาก1 เป็น 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 ทวีคูณไปเรื่อยๆ ยาโดยส่วนมากจะออกฤทธิ์ที่บริเวณนิวเคลียส ที่มีการแบ่งตัว เช่น มันจะไปจับสายของ DNA หรือยับยั้งกระบวนการแยกตัวของเซลล์ พวกนี้ก็จะทำให้เซลล์ที่กำลังแบ่งตัวอยู่ หยุดชะงักการทำงานแล้วก็ตายไป ธรรมชาติของร่างกายกระบวนการแบ่งตัวก็จะเป็นไปตามขั้นตอน เหมือนกับเซลล์มะเร็งก็มีกระบวนการเช่นเดียวกัน ถ้ามียาเข้าทำลายหรือหยุดกระบวนการนั้น ก็จะทำให้การแบ่งตัวหยุดชะงักและเซลล์นั้นจะสลายหรือตายไป จริงๆแล้ว การให้ยาเคมีบำบัดถ้าให้นอกร่างกายแบบเต็มที่เลยเซลล์มะเร็งมันก็ตายหมด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรามีข้อจำกัดคือ เราไม่สามารถให้ยาในจำนวนมากๆ ได้ในแต่ละครั้งเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติอื่นในร่างกายตามไปด้วยอย่างมาก
|
| 4. |
แล้วมันหายไหมค่ะ |
| |
หายไหม... ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ชนิดของโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ ระยะของโรคที่เป็น ความแข็งแรงหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วยนั้นๆ เพราะยาเคมีเป็นส่วนหนึ่งของการรักษามะเร็งเท่านั้น การรักษาด้วยยาเคมีบางคนก็หายบางคนก็ไม่หาย
Back
|
| 5. |
การรักษามะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดมีกี่วิธี |
| |
2 วิธี คือ
- โดยวิธีการรับประทาน
- โดยวิธีการฉีดก็จะแบ่งออกไปอีก เป็นฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เส้นเลือดดำ ฉีดเข้าไขสันหลังและฉีดเข้าไปที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งโดยตรง
|
| 6. |
การรักษามะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรและมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติอย่างไร |
| |
ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของโรคและตัวผู้ป่วยว่าสามารถทำให้การรักษาออกมาดีที่สุดแค่ไหน ตั้งแต่การหวังรักษาเพื่อให้หายขาด หรือเพื่อควบคุมไม่ให้มะเร็งมีการแพร่กระจายหรือแค่ให้อาการบรรเทาลง
ส่วนผลกระทบต่อเซลล์ปกติ ก็จะมีต่อเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเร็วๆ เช่น เซลล์เยื่อบุในช่องปาก เซลล์เยื่อบุลำไส้ เซลล์พวกนี้ผลัดตัวค่อนข้างเร็วทุกๆ 2–3 วัน เพื่อเปลี่ยนชุดใหม่ ยาเคมีอาจมีผลทำให้เซลล์เหล่านี้ตาย ทำให้เกิดอาการเจ็บปาก เจ็บคอ เป็นแผลในปาก และปวดท้อง ท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังมีเซลล์อื่นๆ ที่แบ่งตัวเร็วๆ อีก คือ เซลล์รากผม และเซลล์ไขกระดูก ผลกระทบตามมาก็คือผมร่วงและเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ต่ำลงซึ่งก็เป็นอาการข้างเคียงของเคมีบำบัดทั่วๆ ไปนั่นเอง
|
| 7. |
การให้ยาเคมีบำบัดต้องให้เมื่อใด |
| |
ก็ขึ้นอยู่กับขนิดของมะเร็งอีกเช่นกัน มะเร็งบางอย่างรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียวได้เลย โดยไม่ต้องไปผ่าตัด หรือฉายแสงก่อน เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งบางชนิดต้องผ่าตัดก่อนเพื่อเอาก้อนใหญ่นั้นออกไปก่อนให้ยาเคมีบำบัดตาม เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ให้หมดไป มะเร็งบางชนิดที่แพร่กระจายแล้วการให้ยาเคมีก็อาจเป็นไปเพื่อชะลอหรือพยุงไม่ให้ก้อนเนื้องอกนั้นโตขึ้นเร็วเกินไป เพื่อยืดอายุผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจุดประสงค์จึงแตกต่างกันออกไป
|
| 8. |
ต้องมีการเตรียมตัวและปฏิบัติตัวอย่างไรขณะได้รับยาเคมีบำบัด |
| |
ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดอาการข้างเคียงน้อยที่สุดโดย บำรุงร่างกายให้แข็งแรงโดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้สงบ ที่สำคัญมากก็คือต้องระวังเรื่องการติดเชื้อทั้งจากการกินอยู่และติดจากบุคคลอื่นที่ไม่สบาย ถ้ามีไข้ให้รีบมาพบแพทย์โดยเร็ว และควรแจ้งอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับท่านในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัดให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อที่จะได้รับการแก้ไขต่อไป
Back
|
| 9. |
เคยมีกรณีที่ให้ยาแล้วเสียชีวิตเลยไหม |
| |
อาจจะมีแต่น้อยมากๆ เลยครับ และถ้าหากท่านดูแลตนเองดี ๆ แทบจะไม่มี
|
| 10. |
ทำไมทำคีโมถึงเจ็บ ทั้ง ๆ ที่เป็นการให้ยา |
| |
ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดในขณะที่ให้อยู่จะไม่มีอาการเจ็บ แต่ว่าหลังจากกลับไปบ้านแล้ว 2–3 วัน ยาบางชนิดอาจทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย กระดูก กล้ามเนื้อได้ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการไม่มากนักแต่ก็มีบางคนอาจจะปวดมากเช่นกัน ปกติหมอก็จะให้ยาแก้ปวดมารับประทานให้บรรเทาได้ อาการเหล่านี้จะเป็นแค่ชั่วคราวไม่นานก็หายไป แต่คนที่ปวดมากๆ จนลุกไม่ไหว ทำอะไรไม่ได้เลย ก็อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนชนิดของยาในรอบต่อไป
|
| 11. |
มีวิธีป้องกันรักษาอาการข้างเคียงของเคมีบำบัดหรือไม่ |
| |
มีหลายวิธีและได้ส่วนใหญ่ให้ผลเป็นที่พอใจ ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ นั้นดีขึ้นมาก เช่น ยาแก้อาเจียนยุคใหม่ สามารถระงับอาการได้เกือบทั้งหมด การเลือกใช้ยาที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยก็เป็นสิ่งสำคัญ การใช้ยากระตุ้นการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง การใช้ยาที่มีีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์ปกติไม่ให้ได้รับพิษ หรือผลกระทบจากยาเคมีบำบัดมาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด
|
| 12. |
อาการข้างเคียงที่เห็นได้ชัดเจนในระหว่างการให้ยาคือ |
| |
ที่เห็นได้ชัดเจนแบบทันทีทันใดที่เจอบ่อยที่สุด อาการคลื่นไส้ อาเจียน บางคนมีอาการแพ้ยาเคมีบางชนิดรุนแรง คือ อึดอัด หายใจไม่ออก หายใจไม่ทั่วท้อง ความดันต่ำ แต่อาการรุนแรงเหล่านี้มีโอกาสเกิดน้อยมากและจะเกิดกับยาบางตัวที่ให้ในรูปของการฉีดเข้าเส้นเลือดเท่านั้นครับ
Back
|
| 13. |
อาการผมร่วง สาเหตุของผมร่วงนั้นเกิดมาจากอะไร มีเซลล์หรือสารประกอบในยาที่มีผลกระทบต่อการหลุดร่วงของเส้นผมหรือไม่ |
| |
ยาเคมีส่วนใหญ่ก็จะทำให้ผมร่วงแต่ไม่ถาวร ระหว่างให้ยาเคมีเมื่อผมไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่มันจะมีแต่ร่วงกับร่วง แต่หลังจากหยุดยาเคมีแล้ว 2 เดือน มันก็จะงอกขึ้นมาใหม่เหมือนเดิมได้ หมอมักจะแจ้งผู้ป่วยให้ทราบก่อนให้ยาเสมอ แนะนำว่าช่วงให้ยาอาจจะพิจารณาใส่วิก ใส่หมวก หรือใช้ผ้าโพกศรีษะไปก่อน
|
| 14. |
ทำไมเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด ถึงต่ำกว่าปกติ |
| |
การได้รับยาเคมีบำบัด อาจทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดน้อยหรือต่ำกว่าปกติได้ เพราะผลจากการกด การทำงานของไขกระดูก
ภาวะ เม็ดเลือดขาวน้อย ทำให้การต้านทานต่อโรคลดลงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ควรดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น หัด หวัด อีสุกอีใส หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หมั่นสังเกตอาการติดเชื้อ เช่น มีไข้ ไอ ปัสสาวะแสบขัด ถ่ายเหลว หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์ก่อนนัด
ภาวะ เม็ดเลือดแดงน้อย ทำให้มีอาการซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้มาก หากซีดมากอาจให้เลือดทดแทนหรือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดแดง
ภาวะ เกล็ดเลือดน้อย ทำให้มีเลือดออกง่าย หยุดยาก มีจุดและจ้ำเลือดตามตัว ขณะที่เกล็ดเลือดต่ำควรระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ การใช้มีดหรือของมีคม อย่าซื้อยามารับประทานเองโดยเฉพาะยากลุ่มแอสไพริน ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนิ่มๆ ระวังอย่าให้ท้องผูก หากมีเกร็ดเลือดต่ำมากแพทย์จะให้เกร็ดเลือดทดแทน
|
| 15. |
มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ อย่างไร |
| |
ในเพศหญิงประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอหรือขาดช่วงปกติ ส่วนเพศชายอาจจะทำให้เป็นหมันชั่วคราว และแนะนำว่าควรคุมกำเนิดในขณะที่ให้ยา เพราะยาเคมีก็มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ด้วย
Back
|
| 16. |
ส่งผลกระทบด้านอารมณ์ อย่างไรบ้าง |
| |
มีแน่นอนครับ ส่วนใหญ่ก็จะเครียด วิตกกังวลไปต่างๆ นานาทั้งเรื่องตัวโรคเอง เรื่องการรักษาและการให้ยา ยาบางชนิดก็ทำให้คนไข้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบ บางคนต้องทานยาคลายครียด หรือใช้วิธีอื่นช่วย เช่น ทำสมาธิ อ่านหนังสือ สวดมนต์ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะปรับตัวได้ดี
|
| 17. |
ค่าใช้จ่ายของการให้ยาเคมีบำบัด |
| |
ค่าใช้จ่ายก็ตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่น ในการรักษาแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของยาเคมีและระยะเวลาของการให้ยาในแต่ละครั้ง ยารุ่นใหม่ๆ ก็อาจจะมีราคาสูงกว่ายาเก่าๆ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะดีกว่าเสมอไป
|
| 18. |
การพิจารณาการให้ยาแต่ละครั้งควรมีการววางแผนอย่างไร ต้องขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง |
| |
โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัด 2-3 ชุดขึ้นไป แล้วประเมิน การตอบสนองของโรคต่อยาและต้องมีระยะพักของการให้ยาแต่ละครั้ง ผู้ป่วยจะต้องมาพบแพทย์ทุกครั้งตามนัด หากไม่สามารถมาตามนัดได้ ควรสอบถามกับแพทย์ให้เป็นผู้พิจารณาว่าจะเลื่อนการรักษาออกไปได้หรือไม่ ไม่ควรขาดการรักษาไปเองโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ก่อนการรับยาแต่ละครั้ง แพทย์จะตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อประเมินว่าสุขภาพของท่านแข็งแรงพอที่จะรับยาในครั้งนั้นๆ ได้หรือไม่ด้วย
|
| 19. |
คุณหมอคิดว่าการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดคือการรักษาด้วยวิธีใด เพราะเหตุใด |
| |
การรักษามะเร็งที่ดีที่สุด ตอนนี้ยังไม่มีวิธีไหนที่รับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะทำให้หายขาด แต่วิธีการที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ การป้องกัน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง เช่น บุหรี่ เหล้า ความอ้วน การทานอาหารสุกๆ ดิบๆ การใช้ยาบางชนิดนานๆ การตรวจสุขภาพประจำปี ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะการตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอของผู้ป่วยทำให้อัตราการตายจากมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลงได้จริง เนื่องจากตรวจพบในระยะแรกๆ จึงทำให้โอกาสรักษาหายสูงขึ้น
Back
|
| 20. |
อยากให้คุณหมอฝากบอกถึงประชาชน ผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง ในการรักษาโรคมะเร็ง |
| |
ผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า....ยังไม่ต้องหวั่นวิตกเกินไป เพราะมะเร็งไม่ได้เป็นกันทุกคน แต่ก็ไม่ควรประมาทเนื่องจากเป็นโรคที่พบบ่อยถึง 1 ใน 3 ของโรคที่ทำให้เสียชีวิตสูงที่สุดของเกือบทุกประเทศในโลก ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งดังกล่าวมาแล้ว
นอกจากนี้มะเร็งบางอย่างยังเกิดจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะไวรัสที่พบบ่อยและรู้จักกันดีในปัจจุบันนี้ก็คือ ไวรัสหูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ไวรัสหูดหงอนไก่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นถ้ามีเพศสัมพันธ์หลายคู่นอน ส่วนไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในเลือดเป็นการติดเชื้อผ่านการสัมผัสเลือดและทางเพศสัมพันธ์ เช่นกัน
ถ้าไม่อยากติดเชื้อจากไวรัสทั้งสามชนิดนี้ ก็ต้องระวังเรื่องของเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร คนที่กำลังจะแต่งงานก็ควรพาคู่ครองไปตรวจสุขภาพก่อน เพื่อหาทางป้องกันโรคติดต่อบางอย่าง รวมทั้งเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้
เรื่องของผู้ที่ได้รับการรักษาอยู่แล้วก็ต้องรักษาให้ตรงตามแผนการรักษา ยาเคมีบำบัดก็ไม่ต้องกลัวเพราะอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นเป็นแค่ในระยะชั่วคราว เมื่อหยุดการให้ยาร่างกายก็จะกลับมาเหมือนเดิมตามปกติ
ทุกคนก็คงจะเข้าใจตรงกันแล้วว่า คีโม ก็คือ การให้ยาเคมีเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งนั้นเอง เป็นการรักษาอย่างหนึ่ง อาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง แต่หลังจากที่ให้ยาแล้วทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ผู้ป่วยก็ไม่ต้องกลัวกับอาการข้างเคียงเหล่านี้ เพราะเป็นเพียงแค่ในระยะหนึ่งของการรักษาเท่านั้น
ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งจะไม่ได้เป็นกันทุกคน แต่ทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นมิใช่หรือ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นการป้องกันเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคน เมื่อมีเวลาก็ควรจะไปตรวจดูให้แน่ใจ ถ้าตรวจเจอในระยะแรกๆ แล้วทำการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะอาจทำให้หายขาดจากโรคนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน
Back
|